1.เส้นทางการค้าชายแดนที่จังหวัดนครพนมข้ามแม่น้ำโขงด้วยสะพานมิตรภาพ 3 (นครพนม-คำม่วน) เป็นเส้นทางที่น่าสนใจของผู้ประกอบการที่กำลังมองหาโอกาสทางการค้าชายแดนด้วยการกระจายสินค้าไปสู่ สปป.ลาว ,ส.ส.เวียดนาม และจีนตอนใต้ เป็นอย่างยิ่ง
พิจารณาภาพรวมมูลค่าการส่งออกและการนำเข้าของสินค้าต่างๆ
ผ่านด่านศุลกากรนครพนม ปีงบประมาณ 2558 ทะลุแสนล้านบาท
เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2554 ที่เปิดใช้สะพานมิตรภาพ
3 มูลค่าการค้าชายแดนจังหวัดนครพนมเป็นแบบก้าวกระโดดคือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากเปรียบเทียบเป็นมูลค่าระหว่างนครพนม
กับมุกดาหารและหนองคาย ซึ่งเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษด้วยกัน
3.การเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจะทำให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์
1) จากการลดหย่อน 50% เพิ่มอีก 5 ปี สิทธิประโยชน์อื่นๆ อาทิเช่น ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร วัตถุดิบ และวัสดุจำเป็นสำหรับชิ้นส่วนการผลิตเพื่อการส่งออก การได้รับอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างด้าว สิทธิประโยชน์อื่นๆที่มิใช่ภาษีอากร
2) จากกรมสรรพากร (กรณีไม่ได้ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI) คือ
ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 20% เหลือ 10% เป็นเวลา 10 รอบของระยะเวลาบัญชี
ในขณะเดียวกันยังมีสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายศุลกากรอีกด้วย
โดยเฉพาะการจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทต่างๆ
ซึ่งจะทำให้เกิดความได้เปรียบเชิงการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งคลังสินค้าทัณฑ์บนแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1) คลังสินค้าทัณฑ์บนทั่วไป
ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรขาเข้า และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
2) คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทปลอดภาษีศุลกากร
หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “Duty Free”
3) คลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงงานผลิตสินค้า
ซึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังคิดว่าจะลงทุน
ในการนำเข้าสินค้าประเภทวัตถุดิบ
หรือสินค้าสำเร็จรูปมาประกอบหรือบรรจุหีบห่อ (packing) ใหม่เพื่อส่งออก การขอจัดตั้งคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภททั่วไปจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรขาเข้าตลอดระยะเวลา 2 ปี
ที่สินค้าอยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บน และเมื่อนำไปบรรจุหีบห่อส่งออกไปยังต่างประเทศก็จะได้รับยกเว้นภาษีศุลกากรขาออกด้วย
ซึ่งหากกิจการได้รับการสิทธิในการส่งเสริมลงทุนจาก BOI ก็จะถือว่าได้รับประโยชน์
2 ต่ออีกด้วย
4. เส้นทางการค้าทางด้านจังหวัดนครพนมยังเป็นเส้นทางการค้าสำคัญที่มีระยะทางสั้นที่สุดในการเจาะเข้าไปสู่ตลาดลาว เวียดนาม และจีนตอนใต้ ด้วยเส้นทาง "R12" โดยออกจากไทยที่นครพนมข้ามสะพานมิตรภาพ ๓ เข้าลาวที่ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ซึ่งจุดนี้ถือเป็นจุดแคบที่สุดของประเทศลาว มีระยะทางไม่เกิน 140 กิโลเมตร จากเมืองท่าแขก ผู้ประกอบการไทยสามารถนำสินค้าไปถึงตอนกลางของประเทศเวียดนามที่จังหวัดฮาติงห์ อันเป็นที่ตั้งของท่าเรือหวุ่งอ๋าง ท่าเรือน้ำลึกของเวียดนาม ด้วยระยะทางเพียง 330 กิโลเมตร และตามถนนสาย 1A ในเวียดนาม สามารถเดินทางไป ยังกรุงฮานอย ด้วยระยะทางเพียง 650 กิโลเมตร และสามารถเข้าสู่ด่านผิงเสียง มณฑลหนานหนิง ประเทศจีนในระยะทางเพียง 1,029 กิโลเมตรเท่านั้น
5. เส้นทาง R12 ยังเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งผลไม้สดจากไทยไปตลาดจีนเพราะสั้น
กว่าและสะดวกกว่าเส้นทาง
R9 และ
R3E (ทางหลวงคุณหมิง-กรุงเทพฯ)
ที่เชื่อมโยงจากเชียงของไปคุณหมิง อีกทั้งยังมีต้นทุนค่าขนส่งที่ถูกกว่า
นอกจากนี้หากนักลงทุนติดตามกลยุทธ์การขยายอาณาจักรการค้าของจีนอย่างต่อเนื่องจะเห็นได้ว่าเส้นทาง
R12 ถูกใช้เป็นเส้นทางของการค้า
การลงทุนของประเทศจีนที่รุกลงใต้มาสู่ประเทศไทย
โดยมีภาคอีสานเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการเปิดประตูสู่ภูมิภาคอาเซียนของจีน ดังจะเห็นได้จากโครงการพัฒนาที่สำคัญ อาทิ
โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของจีนก็จะผ่านประเทศไทยลงไปยังตอนใต้ของภูมิภาคอาเซียน
ซึ่งขณะนี้ในหลายมณฑลของจีนได้รองรับการเป็นประชาคมอาเซียน ทั้งๆ
ที่จีนเองก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับอาเซียนโดยตรง จึงทำให้เส้นทาง R12 เป็นเส้นทางที่สามารถตอบโจทย์ได้ถูกต้องที่สุดสำหรับการขนส่งและระบบโลจิสติกส์ตลอดจนการพัฒนาในด้านต่างๆ
ของผู้ประกอบการไทย
6.สำหรับประเด็นที่ว่าเราจะขายสินค้าอะไรดี ขอนำเสนอข้อคิดเห็นที่ได้จากประสบการณ์การไปลงพื้นที่และรับฟังจากนักธุรกิจกลุ่มต่างๆ
ให้ความเห็นว่าผลไม้เป็นสินค้าที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง
โดยผลไม้ที่สำคัญของไทย และเป็นที่ต้องการของ สปป.ลาว ส.ส. เวียดนาม และจีน
ในปริมาณสูง มีด้วยกัน 5 ชนิด คือ ขนุน ทุเรียน ลำไยอบแห้ง มะม่วง และมังคุด ซึ่งจากการไปสำรวจตลาดของกลุ่มทุนไทยขนาดใหญ่พบว่า
ปริมาณความต้องการของผลไม้เหล่านี้จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น
7.ที่น่าสนใจคือ สินค้าไทยหลายชนิดที่ลำเลียงผ่านจังหวัดนครพนมเพื่อจะนำไปขายยังจีนตอนใต้นั้นมักจะถูกซื้อหมดตั้งแต่เข้าเมืองฮาติงห์ ส.ส.เวียดนาม เนื่องจากความต้องการสินค้าไทยมีสูง อันเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นคุณภาพของสินค้าจากผู้บริโภค ดังนั้นจึงถือว่าเป็นตัวชี้วัดอันดีของผู้ประกอบการไทยที่จะต้องรีบพิจารณารูปแบบและกลยุทธ์เพื่อมุ่งทำการค้าในตลาดอาเซียนให้เกิดศักยภาพสูงสุ
……………………………..
*อ้างอิง ข้อมูลจาก
ดร.โอภาส เพี้ยนสูงเนิน อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหาร
จังหวัดนครพนม
ตั้งอยู่ตอนเหนือของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน 1
มีเนื้อที่ประมาณ 5,512.7 ตารางกิโลเมตร
พื้นที่ชายแดนติดลำน้ำโขงระยะทาง 1๗๔ กิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองเป็น 12 อำเภอ 99
ตำบล 1,128 หมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 104 แห่ง
ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 1 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 81 แห่ง
เทศบาลเมือง 1 แห่ง และเทศบาลตำบล 21 แห่ง มีประชากรประมาณ 717,805 คน 213,497 ครัวเรือน
ศักยภาพด้านภูมิศาสตร์
จังหวัดนครพนม
เป็นจังหวัดชายแดนที่มีความสำคัญของประเทศไทย
สามารถเชื่อมโยงพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สปป.ลาว เวียดนาม
ไปจนถึงพื้นที่ประเทศจีนตอนใต้ และโดยเฉพาะการเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งอยู่ในแนวเส้นทางการค้าสายใหม่
(New Trade Lane) ตามเส้นทาง R12
เริ่มจากสะพานมิตรภาพ 3 (นครพนม – คำม่วน)
เมืองท่าแขกไปถึงตอนกลางประเทศเวียดนามที่จังหวัดฮาติงห์
ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรื่อน้ำลึกหวุ่งอ๋างของเวียดนามสั้นที่สุด ด้วยระยะทางเพียง
330 กิโลเมตร และตามถนนสาย 1A ในเวียดนาม
สามารถเดินทางไปยังกรุงฮานอยด้วยระยะทางเพียง 650 กิโลเมตร
เข้าสู่ด่านชายแดนผิงเสียงของประเทศจีน ระยะทาง 831 กิโลเมตร
และเข้าสู่มณฑลหนานหนิง ระยะทางเพียง 1,029 กิโลเมตร
จึงถือเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดในปัจจุบัน
ศักยภาพด้านคมนาคม
ทางบก ถนนจากนครพนมสู่ สปป.ลาว เวียดนามและจีนตอนใต้ที่สั้นที่สุด ระยะทาง
1,029 กิโลเมตร
ทางอากาศ
มีเที่ยวบินนครพนม - กรุงเทพมหานคร เดินทางเพียง 1 ชั่วโมง ๑๕ นาที
ทางน้ำ
สามารถเดินเรือแม่น้ำโขง จากนครพนม - หนองคาย ระยะทาง 328 กิโลเมตร
ทางราง
รถไฟทางคู่สาย “บ้านไผ่ - นครพนม” จากสถานีบ้านไผ่ ขอนแก่น (บ้านไผ่ - มหาสารคาม - ร้อยเอ็ด - มุกดาหาร -
นครพนม) ระยะทาง 354 กิโลเมตร
ศักยภาพด้านการเกษตร ประมง และปศุสัตว์
การเกษตร มีศักยภาพในการเป็นพื้นที่ผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ เนื่องจากมีคุณลักษณะของดินที่เหมาะสมมีแหล่งน้ำที่พอเพียง มีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา สับประรด มันสำปะหลัง ยาสูบ สามารถเป็นวัตถุดิบสำคัญส่งต่อสู่อุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร
การประมง ประชาชนประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังเป็นจำนวนมาก เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่เอื้ออำนวย อีกทั้งยังมีแหล่งน้ำที่สำคัญหลายแห่ง ได้แก่ แม่น้ำโขง แม่น้ำสงคราม ลำน้ำยาม ลำน้ำก่ำ ลำน้ำอูน และมีโรงงานแปรรูปเพื่อการส่งออก
การปศุสัตว์
มีการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ ไก่ไข่ ไก่งวง และสุกร ซึ่งให้ผลผลิตเป็นที่ยอมรับ
โดยเฉพะโคขุนที่สามารถตอบสนองความต้องการบริโภคในประเทศและการส่งออก
รวมทั้งมีโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและส่งออก
ศักยภาพด้านเศรษฐกิจ
จากสถิติมูลค่าการค้าชายแดนของจังหวัดนครพนม
ตั้งแต่ ปี 2554 - 2558 จะเห็นได้ว่า มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นทุกปี
โดยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปี 2556 ภายหลังสะพานมิตรภาพ 3 เปิดดำเนินการ
โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ เครื่องดื่มชูกำลัง
และสินค้าการเกษตรแปรรูป
เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการค้าชายแดน
ระหว่าง 3 จังหวัดทีมีสะพานข้ามแม่น้ำโขง ได้แก่ หนองคาย มุกดาหาร และนครพนม พบว่า
การค้าของนครพนมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีมูลค่าถึง 106,326.75 ล้านบาท ในปี 2558
สะท้อนถึงศักยภาพด้านการค้าชายแดนที่ได้เปรียบจังหวัดอื่นๆ
ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและคุณภาพชีวิต
จังหวัดนครพนม ขึ้นชื่อว่าเป็นแห่งความสุขอันดับ
1 ของประเทศไทย ด้วยองค์ประกอบของสุขภาพกายที่ดี จากการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี
อาหารการกินที่ดี และอุดมสมบูรณ์
สุขภาพจิตที่ดีจากการมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย เป็นเมืองที่สร้างความสุขแก่ผู้อาศัย และสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน
จังหวัดนครพนม
โดยคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จังหวัดนครพนม
ได้บูรณาการการดำเนินการเพื่อพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม
ระบบสาธารณูปโภค
และโครงสร้างพื้นฐานไว้รองรับการเติบโตของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม ดังนี้
การเตรียมแผนงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน
จังหวัดนครพนม
ได้มีการจัดทำร่างการจัดวางโซนนิ่งการใช้ประโยชน์พื้นที่โคกภูกระแต ประกอบด้วย
1) พื้นที่รองรับศูนย์ราชการ ขนาดประมาณ
700 ไร่
2) พื้นที่รองรับตลาดกลางและศูนย์แสดงสินค้า
ขนาดประมาณ 1,100 ไร่
3) พื้นที่รองรับนิคมอุตสาหกรรม
ขนาดประมาณ 1,363 ไร่
4) พื้นที่แหล่งน้ำโครงการ ขนาดประมาณ 125
ไร่
มีแผนงาน/โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน
เพื่อรองรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม ดังนี้
โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ
ประกอบด้วย
1) สะพานมิตรภาพ 3 (นครพนม-คำม่วน)
2) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 (นครพนม -
ท่าอุเทน)
3) อาคารศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน (OSS)
4) อาคารคลังตรวจสินค้าและเก็บของกลาง (R8)
5) อาคารคลังสินค้า (R12)
6) อาคารด่านชายแดน (CIQ)
โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
ประกอบด้วย
1)
โครงการพัฒนาทางหลวงเพื่อสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทางหลวงหมายเลข 212 อ.หว้านใหญ่-อ.ธาตุพนม
กม.343+770 – 397+271 รวมระยะทาง 23.831
กม.
2)
โครงการพัฒนาทางหลวงเพื่อเพื่อสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทางหลวงหมายเลข 212 นครพนม
– อ.ท่าอุเทน กม.284+571
– 303+424 รวมระยะทาง 18.853 กม.
3) โครงการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน
เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ทางหลวงหมายเลข 22 สกลนคร – นครพนม กม.198+940 – 223+773
รวมระยะทาง 24.833 กม.
4)
โครงการก่อสร้างถนนจากท่าอากาศยานนครพนม – สะพานมิตรภาพ 3 (นครพนม – คำม่วน) อำเภอเมือง
จังหวัดนครพนม ระยะทาง 23.166 กม. ช่วงที่ 1 ระยะทาง 16.550 กม. ช่วงที่ 2 ระยะทาง
6.616 กม.
5) รถไฟสายบ้านไผ่ปลายทางนครพนม
เชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษ-สะพานมิตรภาพ 3 ระยะทางประมาณ 354 กิโลเมตร
(บ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม)
6) โครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้านครพนม 3
ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
7)
โครงการปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม
8) โครงการเพื่อรองรับพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (เร่งด่วน)
การประปาส่วนภูมิภาคสาขานครพนม (เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ) อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม
9)
โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม
เพื่อรองรับการขนส่งระหว่างประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน บนเส้นทาง R12
10)
โครงการก่อสร้างด่านศุลกากรนครพนมแห่งใหม่พร้อมสิ่งปลูกสร้างประกอบ 1 แห่ง แผนงาน/โครงการที่คาดว่าจะดำเนินการ
ประกอบด้วย
1) โครงการก่อสร้างทางหลวงแผ่นดิน
เพื่อพัฒนาโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ทางหลวงหมายเลข 22 สกลนคร – นครพนม กม.198+940 – 223+773
รวมระยะทาง 24.833 กม.
2) โครงการปรับปรุงระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม
จังหวัดนครพนม
ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ
(กนพ.) ที่ 2/2558 เรื่อง กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 ลงวันที่
24 เมษายน 2558 โดยกำหนดให้พื้นที่ 2 อำเภอ คือ อำเภอเมืองนครพนม 10 ตำบล ได้แก่
ต.กุรุคุ ต.ท่าค้อ ต.นาทราย
ต.นาราชควาย ต.ในเมือง ต.บ้านผึ้ง
ต.โพธิ์ตาก ต.หนองญาติ ต.หนองแสง
ต.อาจสามารถ และอำเภอท่าอุเทน 3 ตำบล ได้แก่ ต.โนนตาล ต.เวินพระบาท
ต.รามราช เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีเนื้อที่รวม 794.79 ตารางกิโลเมตร
หรือ 495,743.75 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 14.71
ของพื้นที่จังหวัดนครพนม ทั้งนี้ นักลงทุน/ผู้ประกอบการ
สามารถดำเนินการลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวได้ โดยได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากันกับพื้นราชพัสดุ
1,363 ไร่
ในส่วนที่ของที่ดินราชพัสดุในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม จำนวน 1,363 ไร่ ที่เปิดให้เอกชนเช่า กรมธนารักษ์ ได้ดำเนินการสรรหา และคัดเลือกผู้พัฒนาพื้นที่ ระหว่างวันที่ 9 ม.ค. – 14 มิ.ย.61 ซึ่งมีนักลงทุนที่สนใจซื้อเอกสารลงทุน จำนวน 10 ราย เมื่อครบกำหนดการยื่นเสนอการลงทุน 15 พ.ค.61 ผลปรากฏว่าไม่มีนักลงทุนรายใดยื่นเสนอการลงทุน ทั้งนี้ กรมธนารักษ์ จักได้ดำเนินการขบวนการสรรหาและคัดเลือกผู้พัฒนาพื้นที่ในคราวต่อไป
สำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนครพนม
Office of Nakhon Phanom Special Economic Development Zone
ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน (One Stop Service : OSS)
ใกล้สะพานมิตรภาพ 3 (นครพนม - คำม่วน)
ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม 48000
โทร./โทรสาร 0 4253 2888
Website : www.nakhonphanom.go.th/sez
e-mail : [email protected]